CITY CRACKER

Tomorrow of public เมืองจะเป็นอย่างไรในวันที่เราต้องสัมผัสกันน้อยลง

มีข้อสังเกตว่า หลังจากวิกฤติโรคระบาดใหญ่ครั้งนี้ สังคมมนุษย์ และสิ่งต่างๆ ที่เคยสถิตสถาวรมา อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แน่นอนว่า ‘โคโรนาไวรัส’ เป็นลักษณะของเชื้อแบบใหม่ ที่คราวนี้ที่พวกมันแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ตรวจจับยาก นอกจากตัวมันเองแล้ว อาการของมันยังบังเอิญสอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพสังคมร่วมสมัยของเราเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความแออัด มีการสัมผัสกันได้มาก พึ่งพาการขนส่งในระดับมวลชน เป็นการเดินทางที่ไร้พรมแดน การแพร่ระบาดในครั้งนี้จึงอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มนุษย์เราต้องปรับตัวเข้ากับโรคร้ายเพื่อรักษาชีวิตกันอีกครั้งหนึ่ง อย่างน้อยมีการประเมินว่า เจ้าโคโรน่าไวรัสนี้ อาจอยู่กับเรายาวนาน ไม่ว่า 1 2 6 หรือ 12 เดือน เมื่อเชื้อโรคปรับตัวแล้ว ก็ถึงคราวที่เราต้องปรับตัวกันขนานใหญ่บ้าง
Michele Acuto ผู้เชี่ยวชาญด้าน Global Policy และการออกแบบ มองว่าโรคระบาดและหน้าตาของเมืองเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน หลังจากนี้ภูมิทัศน์ไปจนถึงกิจกรรมในเมืองของเรากำลังถูกตั้งคำถามและอาจเปลี่ยนโฉมหน้าไป City Cracker ชวนดูภาพของชีวิตในที่สาธารณะรวมไปถึงตัวพื้นที่สาธารณะเอง ว่าวันพรุ่งนี้ของเรา ชีวิตนอกบ้านคนเมืองจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ในโลกที่เราเว้นจากการสัมผัส

Contactless Interaction

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
การมีปฏิสัมพันธ์แบบ ‘ไร้สัมผัส’ เป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องของวันพรุ่งนี้อีกต่อไป เราเริ่มเห็นความพยายามทั้งทีเล่นและแบบจริงจัง การมีปฏิสัมพันธ์ หรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นปกติ ทั้งการซื้อ-ขาย และส่งมอบสินค้าที่เคยทำได้โดยตรง พอมีโรคระบาดเราก็ต้องเริ่มหาวิธีการที่จะซื้อขายข้าวของโดยที่สัมผัสหรือเข้าใกล้กันให้น้อยที่สุด ที่อู่ฮั่นเอง ช่วงที่ระบาดหนักๆ ก็มีร้านซาลาเปาดัดแปลงระบบถาดแบบง่ายๆ เพื่อชักรอกส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อที่ยืนทิ้งระยะจากตัวร้าน และเข้าคิวห่างกัน ในภาวะโรคระบาดแบบนี้ทุกอย่างดูเย็นชืดแต่การได้กินของอร่อย ถึงแม้จะลำบากหน่อยก็ทำให้อุ่นทั้งท้อง อุ่นทั้งใจ บ้านเราเองก็เริ่มมีการใช้ระบบตะกร้อสอยเพื่อทำธุรกรรมต่างๆ มีการประดิษฐ์รอกเองเพื่อใช้ส่งแก้วกาแฟ

Cashless Society
ในภาพอาจจะมี ข้อความพูดว่า "City Crac er 3M Οτ Cashless Society"

ถือเป็นโชคดีที่อินเทอร์เน็ตแบงกิง และสังคมไร้เงินสดกำลังค่อยๆ เติบโตและเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ ในบ้านเรา สำหรับประเทศจีน บ้านเขาถือว่าเป็นดินแดนไฮเทคและรับเทคโนโลยีเข้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันมานานแล้ว 3-4 ปีก่อน คนจีนเริ่มเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเกือบทั้งหมด การพกเงินสดนั้นถือว่ามีน้อยมาก ทุกอย่างสามารถทำผ่านโทรศัพท์มือถือ การแสกน และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ส่วนหนึ่งของสังคมไร้เงินสดเกิดจากการผลักดันเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว การเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีเองก็ทำให้เข้าถึงราคาสินค้าได้ และคาดว่ารัฐเองก็ยินดีใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลเข้าเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมดูแลประชากร การระบาดครั้งนี้อาจทำให้ไทยกลายเป็นสังคมไร้เงินสด เราเริ่มใช้เงินสดกันน้อยลง นอกจากจะสะดวกแล้ว การจ่ายเงิน ทอนเงินยังนำมาซึ่งการสัมผัสที่ค่อนข้างเยอะ แต่ในทางกลับกันการเข้าถึงเทคโนโลยี การมีอุปกรณ์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอันจะเป็นสาธารณูปโภคสำคัญ ก็ยังไม่ทั่วถึงนัก

Distancing Public Space

ในภาพอาจจะมี ‎ข้อความพูดว่า "‎City Crac er א Distancing Public Space‎"‎ในยุคหนึ่ง งานออกแบบพบว่าเมืองนั้นเหินห่างกันไป นักออกแบบและนักวางผังเมืองก็พยายามออกแบบเมืองให้คนมาเจอหน้ากัน ใกล้ชิดกัน มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น จริงๆ เราในฐานะมนุษย์ก็ปรารถนาที่จะสัมผัสเชื่อมต่อกับผู้คนอยู่ดี แต่ในยุคแห่งโรคระบาดที่เป็นข้อจำกัดตอนนี้ การทิ้งระยะก็เลยเป็นเรื่องจำเป็น เราเริ่มเห็นการรับมือกันเอง เช่นการจัดระเบียบเก้าอี้ที่ใช้พื้นที่กว้างขึ้น และเว้นระยะห่างจนหน้าตาเหมือนกับสนามสอบ ยุคหลังจากนี้ เก้าอี้ ม้านั่ง หน้าตาของสวนสาธารณะและลานกีฬา อาจต้องพิจารณาเผื่อเรื่องการติดเชื้อในกรณีโรคระบาดด้วย

Self-driving Delivery
ในภาพอาจจะมี ข้อความพูดว่า "City Crac er Delivery Self- Self-driving Delivery"

เราอยู่ในยุคของการส่งข้าวของถึงหน้าบ้าน พอทุกคนอยู่บ้าน คนส่งของผู้ที่ต้องฝ่าหมอกควัน และเสี่ยงกับละอองของเชื้อไวรัสก็เลยเป็นทั้งกลุ่มเสี่ยงที่เป็นผู้ติดเชื้อเอง และอาจนำไปสู่การเดลิเวอรี่ไวรัสถึงหน้าบ้านได้ด้วย ในประเทศจีน หรือสหรัฐเริ่มมีการพูดถึงระบบส่งของแบบไร้คนขับ อาจเป็นการใช้โดรนเพื่อบินไปส่งสินค้าข้าวของตามบ้าน หรือที่จีนเองก็มีรถไร้คนขับขนาดเล็ก วิ่งวนให้บริการส่งของในระยะทางใกล้ๆ เช่นวนส่งของในมหาวิทยาลัย ในส่วนธุรกิจ การจัดการโลจิสติก ปัญญาประดิษฐ์และบิ๊กดาต้าจึงอาจเข้ามามีบทบาทในการส่งสินค้าข้าวของมากขึ้น

Auto- Sanitization System

ในภาพอาจจะมี ข้อความพูดว่า "City Crac er D Auto- Sanitization System"

เมื่อมีประเด็นเรื่องการติดเชื้อ การกำจัดเชื้อจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในอนาคตเราอาจต้องการสาธารณูปโภคที่สามารถฆ่าเชื้อด้วยตัวมันเองได้ หน้าต่าง ประตูที่พ่นละอองทำลายเชื้อตามเวลาที่กำหนด โคมไฟที่ปลอยแสง UV ช่วยลดเชื้อโรค หรือในด้านการออกแบบก็เริ่มมีการพูดถึงวัสดุบางประเภท เช่นทองแดง อันเป็นวัสดุสำคัญในยุคก่อนหน้า ที่เชื่อว่าเป็นพื้นผิวที่อาจจะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ การบุหรือคิดค้นวัสดุที่มีฤทธิ์ฆ่าหรือลดจำนวนจุลชีพลงก็อาจนำไปสู่งานออกแบบและหน้าตาของพื้นที่ การวางผังกระทั่งข้าวของเครื่องใช้ที่แตกต่างออกไป

15 minute City

ในภาพอาจจะมี ข้อความมาสู่ข้อเสนอที่อาจจะยากและเป็นอุดมคติ แต่อีกด้านก็ฟังดูเข้าท่าและเป็นไปได้ แถมยังเป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวพันกับการระบาดของโคโรน่าไวรัสด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งของโรคระบาดใดๆ นั้นเกิดขึ้นจากความแออัดและการพัฒนาแบบรวมศูนย์ สาธารณูปโภค แหล่งงานและการพัฒนากระจุกตัว คนอยู่กันอย่างแออัด โดยสารรถที่คนแน่นไปทำงานและเดินในที่เดียวกัน 15 minute city เป็นภาพเมืองในฝันจากนายกเทศมนตรีกรุงปารีสที่ต้องการแผ่ความเจริญออกไป พูดง่ายๆ คือต่อไปนี้เราควรจะเข้าถึงทุกอย่างได้ภายใน 15 นาที เป็นเมืองที่เรามีทุกสิ่งในระยะเดินหรือขี่จักรยาน 1 เหนื่อย ไม่ต้องอาศัยการเดินทางด้วยรถไปกระจุกกันอยู่ในแหล่งใดแหล่งหนึ่งอย่างเดียว

Illustration by Montree Sommut

Share :

Tags:

Vanat Putnark

Vanat Putnark

Close Menu